http://apacnews.net/news/?p=11358 หลายทวีปตั้งแต่เอเชียจดยุโรปร่วมต่อต้านกลายเป็น Occupy Global
ประชาชนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ร่วมเดินขบวนประท้วงธุรกิจการเงินในย่านวอลล์สตรีท ร่วมกับประชาชนในหลายพื้นที่ของโลกทั้งยุโรป อิตาลีมาแรงรวมตัวกันกลายเป็น Occupy Global
คณะผู้จัดเปิดเผยว่า มีแผนการจัดการประท้วงขึ้นพร้อมกันวันที่ 15 ต.ค. ใน 951 เมือง 82 ประเทศ นับตั้งแต่ยุโรป อเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา เอเชียและแอฟริกา เป็นการแสดงพลังของขบวนการที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่จัตุรัสกลางกรุงมาดริด ประเทศสเปน ซึ่งจุดกระแสการประท้วงเดียวกันนี้ไปทั่วโลก ส่วนใหญ่จะใช้ชื่อตามการประท้วงซึ่งจัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก ที่เรียกว่าOccupy Wall Street
คณะผู้จัดงานเรียกตนเองว่ากลุ่ม “15 October” กล่าวในเว็บไซต์ว่า จุดประสงค์ของการประท้วงครั้งนี้ เพื่อต้องการริเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับโลกอย่างที่พวกเขาต้องการ เพื่อส่งเสียงไปยังนักการเมือง ผู้ทรงอิทธิพลทางการเงิน ว่าทุกสิ่งควรขึ้นอยู่กับประชาชน และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจอนาคตของตนเอง
ที่ฮ่องกง มีรายงานประชาชนประมาณ 500 คนมารวมตัวกันที่ใจกลางย่านการเงินของฮ่องกง เพื่อแสดงความโกรธแค้นต่อความไม่เท่าเทียมและระบอบทุนนิยมตลาดเสรีมากเกิน ไป ส่วนที่กรุงโตเกียว มีการชุมนุมแสดงความโกรธเคืองต่ออุบัติเหตุนิวเคลียร์โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ
ผู้ประท้วงในฮ่องกงที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม“ซ้าย21” กล่าวว่า ฮ่องกงเป็นฐานให้กับสถาบันการเงินข้ามชาติ นักทุนนิยมและชนชั้นสูงจำนวนมากที่ผูกขาดความมั่งคั่ง แต่ขณะเดียวกันยังมีประชาชนหลายพันคนที่มีรายได้น้อย ต้องอาศัยอยู่ในสถานที่คับแคบในสภาพจำยอม เพราะราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงอันเนื่องมาจากการเก็งกำไรของนักพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ผู้มั่งคั่ง
ที่กรุงไทเปเมืองหลวงของไต้หวันมีกลุ่มผุ้ชุมนุมกว่า 1,500 คน ออกมาร่วมประท้วงโดยผ่านช่องทางเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Occupy Taipei” บริเวณหน้าอาคาร ไทเป 101 ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในไต้หวัน หลายฝ่ายเชื่อว่าอาจเกิดจากปัญหาช่องว่างระหว่างชนชั้นที่ร้ายแรงที่สุดใน ประวัติศาสตร์ และกลุ่มชนชั้นกลางเริ่มตั้งคำถามว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันยุติธรรมดี แล้วหรือไม่
ที่นครซิดนีย์ออสเตรเลียมีรายงานผู้เดินประท้วงกว่า 2,000 คน รวมถึงชาวพื้นเมืองเผ่าอะบอริจิน และอีกประมาณ 600 คนตั้งค่ายพักแรมอยู่ที่ด้านนอกธนาคารกลางออสเตรเลีย ประเด็นการประท้วงมีตั้งแต่ การมีอิทธิพลของบริษัทขนาดใหญ่ต่อการเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก ปัญหาผู้อพยพ และชาวพื้นเมืองเผ่าอะบอริจิน ประชาชนอีกราว 1,000 คน ร่วมชุมนุมในเมืองเมลเบิร์น
นอกจากนั้น ยังมีรายงานการเดินขบวนกลุ่มย่อยๆในหลายเมืองของนิวซีแลนด์ อาทิ กรุงเวลลิงตัน โอ๊คแลนด์ และไครสต์เชิร์ช
ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 70 คน ชุมนุมท่ามกลางสายฝนอยู่ที่ด้านนอกสำนักงานใหญ่ของสำนักควบคุมดูแลการเงิน ของรัฐบาล ผู้ประท้วงชูแผ่นป้ายและร้องตะโกนให้ยึดย่านการเงินสำคัญในกรุงโซลที่สร้าง ความไม่เป็นธรรมในสังคม แต่การประท้วงเป็นไปอย่างสงบ โดยมีตำรวจปราบจลาจลยืนคุมสถานการณ์กันผู้ประท้วงให้ออกห่างจากอาคาร
การชุมนุมขนาดใหญ่จะเกิดขึ้นในวันถัดไปตามเมืองใหญ่ๆอาทิ มาดริด ลอนดอน โรม และเอเธนส์
Wall Street protests go global
http://news.yahoo.com/protesters-rally-worldwide-against-greedy-rich-040550468.html
Police fire tear gas as protesters riot inRome
http://news.yahoo.com/police-fire-tear-gas-protesters-riot-rome-153335569.html
อ่านข่าวก่อนหน้านี้
รายงานข่าวจากนิวยอร์กเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมกลุ่มประท้วงที่เรียกตัวเอง ว่า”ขบวนการยึดครองวอลสตรีท”รวม 14 คน หลังจากเลื่อนสลายการชุมชนที่ZuccottiParkใกล้ถนนสายการเงินของสหรัฐ
พอล บราวน์ โฆษกตำรวจแถลงว่าผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่จะเป็นคนที่นั่งหรือยืนอยู่บนถนน ตลอดจนคนที่โยนถังขยะและขว้างปาขวด และยังมีอีกรายที่ถูกจับกุมเพราะเข้าไปทุบรถสกู้ตเตอร์ของตำรวจ
การจับกุมเกิดขึ้นบริเวณที่ชุมนุมระหว่าง Broadway และExchange Placeในโลเวอร์ แมนฮันตัน โดยกระทำหลังจากที่เลื่อนสลายการชุมนุมบริเวณสวนสาธารณะซัคค็อตติ ทั้งนี้ตำวจต้องเผชิญผู้ประท้วงจำนวนมาก โดยหวังจะเข้าไปรื้อเต๊นท์และถุงนอนของกลุ่มประท้วงออกจากสวนสาธารณะ
ขณะเดียวกันได้มีบุคคล 5 คนเตรียมยื่นฟ้องตำรวจและนครนิวยอร์กในข้อหาละเมิดสิทธิของกลุ่มประท้วงตาม รัฐธรรมนูญ หลังจากที่มีผู้ถูกจับกุมประมาณ 700 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม หลังจากกลุ่มประท้วงเดินไปยังสะพานบรู้คกลิน ผู้ที่จะถูกฟ้องคือนายไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีและนายเรย์มอนด์ เคลลี หัวหน้าตำรวจนิวยอร์ก
ทั้งนี้บุคคล 5 คนดังกล่าวได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางแมนฮัตตันไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม โดยระบุว่าตำรวจได้วางกับดักให้กลุ่มได้เดินไปยังสะพานจากนั้นก็ปิดล้อมและ จับกุม
วันที่ 14 ตุลาคมเช่นกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมกลุ่มประท้วงที่เดนเวอร์รวม 23 คน ส่วนใหญ่ในข้อหาปฏิบัติผิดกฎหมายในที่ดินของสาธารณะ บางคนถูกจับเพราะเดินเจย์วอล์คบนถนน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 2 dozen Wall Street protesters arrested in Denver
http://news.yahoo.com/2-dozen-wall-street-protesters-arrested-denver-152209291.html
ชมวิดีโอจากนิวยอร์ก
สไลด์เหตุผลที่ผู้ชุมนุม “ยึดครองวอลล์สตรีท” โกรธเคืองเรื่องอะไร?
Why Occupy Wall Street Protesters are Upset : Presentation Transcript
1. ผู้ชุมนุม “ยึดครองวอลล์สตรีท” โกรธเคืองเรื่องอะไร? สฤณี อาชวานันทกุล คอลัมน์ Info * Graphic * Fun ตอนที่ 2เผยแพร่ครังแรกบนเว็บไซต์ ไทยพับลิก้า www.thaipublica.org 20 ตุลาคม 2011 งานนี้เผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa) โดยผู้สร้างอนุญาตให้ทำซำ แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งของงานนี้ได้โดยเสรี แต่เฉพาะใน กรณีที่ให้เครดิตผู้สร้าง ไม่นำไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้สัญญาอนุญาตแบบเดียวกันนี้เท่านั้น
2. การประท้วงภาคการเงินอเมริกน ภายใต้ชื่อ“Occupy WallStreet” เริ่มวันที่ 17 กันยายน 2554 ภายใต้การนำของกลุ่ม “กวนวัฒนธรรม” (culture jamming)สนับสนุนโดยAnonymous กลุ่มแฮคเกอร์ชื่อดัง
3. จากจุดเริ่มต้น การชุมนุมยืดเยื้อและขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในวันที่ 15 ตุลาคม 2011 “วันเปลี่ยนแปลงแห่งโลก” มีการชุมนุมประท้วงใน เมือง 951 แห่ง 82 ประเทศทั่วโลก… …พวกเขาโกรธ เรื่องอะไร? สไลด์ ของ Business Insider สรุปได้ดี ผู้เขียนจึงแปลและที่ มา: http://occupywallst.org/ เรียบเรียงมาเล่า
4. เริ่มจากเรื่องที่เห็นชัด: สามปี หลังวิกฤติการเงินปี2008 อัตราการว่างงานในอเมริกายังอยูในระดับ สูงสุดหลังเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในทศวรรษ 1930 ไม่นับชวงสนๆ ต้นทศวรรษ 1980
5. ในเมืองานหายาก ผู้ใหญ่จำนวนมากจึงเลิกหา ส่งผลให้ “อัตราการมีสวนร่วมในระบบแรงงาน”(participation ratio) ลดลงอย่างฮวบฮาบ
6. อีกทั้งลักษณะของการว่างงานทุกวันนี้ก็ไม่ใชว่า ว่างงานอย่างกะทันหัน: สัดส่วนผู้ว่างงานที่ไม่ทำงานมานานกว่า 6 เดือน สูงเป็นประวัตการณ์
7. ไม่ได้มีแต่คนงานก่อสร้างเท่านั้นที่หางานไม่ได้ จำนวนสปดาห์ที่มีคนว่างงานมากที่สุดก็สงเป็นประวัตการณ์ คือสูงกว่า 20 สปดาห์ (5 เดือน) สะท้อนว่าชนชั้นกลางก็ลำบากมาก
8. อัตราการว่างงาน 9% ที่พูดถึงนันเท่ากับคน อเมริกน 14 ล้านคน – คนทีอยากทำงานแต่หางานไม่ได้
9. ตัวเลขที่กล่าวไปนั้นรวมเฉพาะคนที่เข้าข่ายนิยามทางการของ “คนว่างงาน” ถ้าเรารวมคนที่ทำงานพาร์ตไทม์แต่อยากทำงานประจำ และคนที่เลิกหางานมาพักใหญ่ อัตราว่างงานคือ 17%
10. พูดอีกอย่างคือ จำนวนชาวอเมริกนที่มีงานทำอยู่ ในระดับตำสุดนับจากต้นทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา (และทีบมก่อนหน้านันมาจากการที่สตรีเข้าสู่ ระบบแรงงาน จากทีเคยเป็นแต่แม่บ้าน)
11. ทั้งหมดนั้นคือสถานการณ์แรงงาน ดูไม่จืดเลย
12. ทีนี้ เราลองมาดูอกด้านหนึ่งของประเด็นนี้บ้าง ดูฝั่ งชาวอเมริกันที่ชวตไม่เคยสุขสันต์เท่านี้มาก่อนนั่นคือ บรรดาเจ้าของทุน
13. กำไรบริษัทต่างๆ พุงสูงทำลายสถิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2010
14. กำไรบริษัท (corporate profits ย่อว่า CP) คิดเป็นสัดส่วนของเศรษฐกิจทังระบบ (GDP) อยูในระดับสูงสุดตังแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมายกเว้นช่วงสั้นๆ ปี 2007 ก่อนเกิดวิกฤติการเงิน
15. ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซอโอ) ได้ค่าตอบแทนมากกว่าพนักงานทั่วไปถึง 350 เท่าเพิ่มจาก 50 เท่าระหว่างปี 1960-1985
16. ตังแต่ปี 1990 ค่าตอบแทนซอโอเพิม 300% ขณะที่กำไรบริษัทสูงขึ้นสองเท่า ค่าตอบแทน“พนักงานฝ่ายผลิต” เพิ่มขึ้น 4% และค่าแรงขั้นตำลดลง (ตัวเลขทังหมดปรับตามเงินเฟ้อแล้ว)
17. ค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยหลังปรับตามเงินเฟ้อแล้วไม่เพิ่มขึ้นเลยในรอบ 50 ปี ระหว่าง 1964-2008
18. พูดสั้นๆ คือ… ขณะที่ซอโอและผู้ถือหุ้นได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ค่าจ้างคิดเป็นสดสวนของจีดีพีกลับตกตำเป็นประวัติการณ์
19. พูดอีกอย่างคือ ในการต่อสูระหว่าง “แรงงาน”กับ “ทุน” ทุนเป็นฝ่ายชนะขาดลอย (ชายในภาพนี้ยังชีพไปวันๆ ในเมืองเลควูด ห่างจากวอลล์ สตรีทไปประมาณ 100 ไมล์ เขาคงเป็น“แรงงาน” ถ้าไม่ตกงานและหางานใหม่ไม่ได้
20. แน่นอน ชวตสุดยอดไปเลยถ้าคุณอยูในกลุ่มผู้รายได้สูงสุด 1% ของชาวอเมริกนทั้งหมดสัดส่วนรายได้ก่อนหักภาษี ของคุณต่อรายได้ทั้ง ประเทศตอนนี้สูงสุดนับตังแต่ทศวรรษ 1920 เป็นต้นมา สูงเกือบ 2 เท่าของค่าเฉลี่ยระยะยาว!
21. และเศรษฐี 0.1% ที่รวยที่สุดในอเมริกาเมื่อเทียบกับคนอื่นก็รวยกว่าเศรษฐี 0.1% ในประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ
22. อันที่จริง ความเหลือม ล้ำทางรายได้ของ อเมริกาถ่างกว้างเสียจนตอนนี้อยูอันดับที่ 93 ใน
โลกในมาตรวัด “ความเท่าเทียมทางรายได้”จีนอยู่อันดับสูงกว่าอเมริกา อินเดียกับอิหร่านก็สูงกว่า
23. คงมีน้อยคนที่มีปัญหากับความเหลือมล้ำทาง รายได้ถ้าหาก “ความฝันแบบอเมริกัน” ยังดีอยู่ คือถ้าคนขวนขวายเข้าสู่ 1% นันได้ แต่ความจริงคือโอกาสขยับฐานะในอเมริกาก็อยู่จุดต่ำสุด้วย
27. ทีนี้มาดูภาษี …นี่เป็นยุคที่คนรวยควรหาเงินให้เยอะๆ ในอเมริกา เพราะอัตราภาษี ที่พวกเขาต้องจ่ายอยู่ใกล้จุดต่ำสุดในประวัตศาสตร์
28. สัดส่วนภาษี ทั้งหมดต่อรายได้ของคนรวยสุด 1% ต่ำกว่าคนที่รวยรองลงมา 9% – และไม่สูงไปกว่าคนกลุ่มรายได้อื่นๆ เท่าไรนัก
29. เศรษฐีที่รวยที่สดในอเมริกามักชี้ว่าพวกเขาจ่ายภาษี มากกว่าคนอื่นๆ ซึ้งก็จริง – คนรวยสุด 20% จ่ายภาษี 64% ของภาษี ทั้งหมด (กราฟล่าง) แต่ นั่นเป็นเพราะพวกเขามีรายได้มากกว่าคนอื่นด้วย(กราฟบน – 59%)
30. ทีนี้เราก็มาถึงประเภทของบริษัทอเมริกันที่ถูกประณามมากที่สุด และก็สมควรถูกประณามด้วยนั่นคือ ธนาคารทั้งหลาย โจรชื่อดัง วิลลี่ ซตตัน เคยอธิบายว่าเขาปล้นธนาคารเพราะ “เงินอยู่ที่นั่น” นายคนนี้รู้ดีว่าเขาพูดถึงอะไร
31. จำได้ไหมตอนที่รัฐบาลอเมริกันเข้าไปอุ้มธนาคาร? แล้วจำได้ไหมว่ารัฐบาลบอกว่าต้องเอาเงินภาษี ไปอุ้มเพราะอะไร? พวกเขาบอกว่าเราต้องอุ้มธนาคารไม่ให้ล้ม ธนาคารจะได้ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอเมริกันต่อไป ถ้าพวกเขาปล่อยกู้ไม่ได้ สั่งคมจะล่มสลาย….
32. โอเค พออุ้มแล้วธนาคารปล่อยกู้หรือเปล่า? เปล่าเลย ยอดสินเชื่อธนาคารตกลงอย่างฮวบฮาบ และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่คนสูระดับก่อนวิกฤติ
33. แล้วธนาคารทำอะไรตั้งแต่ปี 2007 ถ้าไม่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอเมริกัน ? ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลอเมริกันน่ะส! ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ ปลอดความเสี่ยง และหลักทรัพย์ที่รัฐค่ำประกัน
34. ที่น่าทึ่งคือ ธนาคารมีรายได้ ดอกเบี้ยจากเงินที่ พวกเขา ไม่ได้ปล่อยกู้ด้วย – จาก “ทุนสำรอง ส่วนเกิน” ที่ฝากไว้กับธนาคารกลาง ย้อนไปตอน เกิดวิกฤติการเงิน ธนาคารกลางตัดสนใจชวยอุ้มธนาคารพาณิชย์ด้วยการจ่ายดอกเบี้ยให้กับเงินส่วนนี้ที่ไม่ได้ปล่อยกู้ ธนาคารก็กินดอกเบี้ยนี้ต่อไปอย่างสุขสบาย (การเป็นธนาคารนี้มันสุดยอดจริงๆ)
35. แน่นอน ระหว่างนั้นธนาคารต่างๆ ก็กู้เงินได้ฟรีๆ เพราะธนาคารกลางหั่นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจน เกือบศูนย์ ธนาคารก็หนีดอกเบี้ยเงินฝากตามจนเกือบศูนย์ พวกเขาจะได้โกยเงินทั้งหมดที่ต้องการได้ – โดยแทบไม่มีต้นทุนอะไรเลย!
36. ถ้าคุณกู้เงินได้โดยแทบไม่เสียดอกเบี้ย และเอาเงินนั้นไปให้รัฐบาลกู้ปลอดความเสี่ยงโดยได้ ดอกเบี้ยสองสามเปอร์เซนต์ ก็เท่ากับว่าคุณปั๊มเงินได้เอง และตอนนี้ธนาคารต่างๆ ก็กำลังทำอย่างนั้น สถาบัน Institutional Risk Analytics ชี้ว่าธนาคารอเมริกันมีกำไร “ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ” (net interest margin) ถึง 211,000 ล้านเหรียญสหรัฐในครึ่งปี แรก 2011 …สุดยอด!
37. และเจ้ากำไรส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธินั้นก็ช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ทำกำไรได้ 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐในครึ่งปี แรกของปี 2011
38. และช่วยทำให้ภาคการเงินอเมริกันทำกำไรสุทธิ เกือบสูงสุดเป็นประวัตการณ์ – ในขณะที่ภาค สวนอื่นๆ ของประเทศดินรนกับอัตราว่างงาน 9%
39. และกำไรสุทธิของภาคการเงินก็กำลังไต่ระดับสู่สถิตใหม่ เมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อกำไรสุทธิของภาคธุรกิจอเมริกาทั้งประเทศ
40. แน่นอนว่าตัวเลขกาไรเหล่านันคือหลังจากที่ ธนาคารจ่ายพนักงานธนาคารของพวกเขาไปแล้ว และตอนนี้งานในภาคการเงินก็ยังเจ๋งอยู่ – พนักงานธนาคารในนิวยอร์คมีเงินเดือนเฉลีย่ 361,330 เหรียญสหรัฐในปี 2010 ไม่เลวเลย!
41. เงินเดือนในภาคการเงินที่ว่านั้นสูงกว่าเงินเดือนเฉลี่ยในภาคธุรกิจทังอเมริกาโดยรวม 6 เท่า (ซึ่งตัวเลขหลังนี้ ที่จริงก็ต่ำกว่าเงินเดือนเฉลี่ยใน ภาครัฐ แต่นั่นเป็ นอีกประเด็นหนึ่ง)
42. ดั่งนั้นนายธนาคารจึงไม่เดือดร้อนอะไรเลยจริงๆ
43. สุดท้าย เราจะย้อนมาดูภาพ “นาทีทอง” อีกที –เหตุผลใหญ่ที่ผู้ชุมนุมประท้วงภาคการเงินโกรธมาก นั่นคือเรื่องของค่าจ้าง ตอนนี้สัดส่วนค่าจ้าง ต่อจีดีพีต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
44. ทีนี้คุณก็รู้แล้วว่าผู้ชุมนุมประท้วงโกรธเรื่องอะไร!
45. สไลด์ชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลัมน์ Info * Graphic * Fun บนเว็บไซต์ไทยพับลิก้าแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ “CHARTS: HeresWhat The Wall Street Protesters Are So Angry About…” เว็บไซต์ Business Insider http://www.businessinsider.com/what-wall-street-protesters-are-so-angry-about-2011-10