เข้าชื่อเสนอกฎหมายค้าปลีก

สมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทยจัดสัมมนาการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

ในวันจันทร์ที่  14 ก.ย. 52 นี้ สมาคมฯจะจัดให้มีการสัมมนาการเข้าขื่อเสนอร่างกฎหมาย พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. ……. ณ ภูวนาลีรีสอร์ท ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่เวลา  10.00น. เป็นต้นไป โดยมีวิทยากรจากสภาผู้แทนราษฎร ผ.อ. ทองคำ แก้งพรม และที่มงานนิติกร กลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย  ภาคบ่าย  หลังอาหารแล้ว สัมมนาเรือง ค้าปลีกยักษ์กับรายย่อยอยู่ร่วมกันได้จริงหรือ? โดยอาจารย์อ ดร.อัมรินทร์ คอมันต์ และ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ  มีสารสำคัญของกฎหมาย และกำหนดการ ดังต่อไปนี้(ดาวน์โลดแบบเข้าขื่อ Form001[กข.๑] และสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. Retail Law หรือ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับเต็ม Retai Law Full ถ้า IE รุ่นเก่า เปิดไม่ได้ ก็ให้ใช้คลิกขวา แล้ว Save As ลง HD.ในเครือง)

กำหนดการสัมมนา

เรื่อง  ค้าปลีกยักษ์กับรายย่อยอยู่ร่วมกันได้จริงหรือ?

(ราชสีห์กับลูกแกะอยู่ร่วมกันได้จริงหรือ?)

ณ ภูวนาลีรีสอร์ท ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

วันจันทร์ที่  14 กันยายน 2552

——————————–

10.00 น.                ลงทะเบียน

11.00 น.                วิธีการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดย ผ.อ. ทองคำ แก้วพรม และทีมนิติกร

12.00 น.                 รับทานอาหารกลางวัน

13.00 น.                ค้าปลีกยักษ์กับรายย่อยอยู่ร่วมกันได้จริงหรือ?  โดย รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

14.00 น.                ค้าปลีกยักษ์กับรายย่อยอยู่ร่วมกันได้จริงหรือ?  โดย อาจารย์ อัมรินทร์ คอมันต์

15.00 น.                ประชุมแบ่งกลุ่มวางเครือข่ายรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมาย

16.00 น.                 แจกแบบเข้าชื่อเสนอกฎหมายmap Poowanaree

กรุณาจองด่วนเพื่อเตรียมอาหารให้พอจำนวนคน

นายสมาคมฯ                 โทร. 08 1803 2444

อุปนายกที่ 1                โทร. 08 1879 9098

อุปนายกที่ 2                โทร. 08 1828 4545

เลขาฯ                     โทร. 08 9900 1032

สรุปสาระสำคัญ

ร่าง พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ…..

————-

หลักการ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๘๔  กำหนดให้ความคุ้มครองการประกอบอาชีพของประชาชนให้แข่งขันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม และป้องกันการผูกขาดตัดตอน จากผู้มีอำนาจมากและมีทุนขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดสินค้าอุปโภคและบริโภคอันอาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่งคงแห่งรัฐจึงต้องให้มีกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

เหตุผล

โดยที่ธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและมีบทบาทสำคัญในการกระจายรายได้ ปัจจุบันได้มีการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก อันส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งดั้งเดิมที่มีขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมต้องเลิกกิจการไปจำนวนมากและป้องกันมิให้ธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งขนาดใหญ่ผูกขาดตลาดของประเทศ ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถพัฒนาตนเพื่อแข่งขันได้อย่างเสรีและเป็นธรรม สมควรมีการจัดระเบียบการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เพื่อให้การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งทุกประเภททุกขนาดดำรงอยู่ร่วมกันได้ตามสภาพเศรษฐกิจการค้าและสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งควรมีมาตรการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งรายย่อยดั้งเดิม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

พรบ.นี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น การขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา  การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง การขายหนังสือ การขายของที่ระลึกตามแหล่งท่องเที่ยว การขายอัญมณีหรือเครื่องประดับ การขายอาหารที่ปรุงสำเร็จให้ผู้ซื้อสามารถบริโภคได้ทันที การขายสินค้าซึ่งเป็นผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของชุมชนเป็นหลัก การขายสินค้าของร้านค้า สหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วย สหกรณ์ หรือ การขายสินค้าอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

ให้มีคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง จำนวน19 คนมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี มาจากส่วนราชการ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกรรมการ,  ปลัดกระทรวงพาณิชย์ , ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า , อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นกรรมการและเลขานุการ รวม 8 คน

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ครม.แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ ด้านกฎหมาย, ด้านการค้าปลีกหรือค้าส่ง, ด้านการบริหารธุรกิจ และด้านการค้าระหว่างประเทศ  ด้านละหนึ่งคน(ต้องไม่เป็นข้าราขการ) จำนวน 4 คน

กรรมการผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมเกษตรกร ผู้แทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนสมาคมการค้าที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง แห่งละหนึ่งคน ผู้แทนสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้บริโภค หรือต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรม จำนวนสองคน รวม 7 คน

คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ กำหนดนโยบาย มาตรการและแผนการจัดระบบการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ผู้ผลิตสินค้า เกษตรกร หรือความเป็นอยู่ของประชาชน ชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งรายย่อยดั้งเดิมให้มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายธุรกิจหรือรวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาด

เชิญบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้คำอธิบาย คำแนะนำ หรือความเห็น มีคำสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือ

พรบ.นี้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่

มีหนังสือเรียกผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ แจ้งข้อเท็จจริงหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือ รวมทั้งให้ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีก หรือค้าส่ง ส่งบัญชี ทะเบียน เอกสารหรือหลักฐานเพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา

เข้าไปในสถานที่ทำการ สถานที่ประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งในระหว่างเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ในการนี้ ให้มีอำนาจสอบถามข้อเท็จจริงหรือเรียกบัญชี ทะเบียนเอกสารหรือหลักฐานอื่นจากผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง

ออกคำสั่งเตือนเป็นหนังสือให้ผู้รับใบอนุญาตแก้ไขหรือปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตหรือตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงภายในระยะเวลาที่กำหนด

ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการ อนุกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

การควบคุมประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง

ห้ามไม่ให้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่มีพื้นที่ทุกสาขารวมกันแล้วเกินกว่าหนึ่งแสนตารางเมตรโดยนับรวมกับธุรกิจที่ผู้ประกอบการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าถือหุ้นเกินกว่าหนึ่งในห้าส่วนของธุรกิจนั้นหรือได้อนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือสิทธิอย่าอื่นในการประกอบธุรกิจนั้น

ธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่มีขนาดพื้นที่ของสถานประกอบธุรกิจขายสินค้ารวมกันทุกสาขาตั้งแต่ หนึ่งหมื่นตราเมตรขึ้นไป หรือ ธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่มียอดรายได้หรือประมาณการรายได้ของทุกสาขารวมกันตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจ

ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนด กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งในแต่ละประเภทแยกต่างหากจากกัน หรือกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับบริเวณที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ วันและเวลาเปิดปิดของสถานประกอบธุรกิจ การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกเท่าที่จำเป็นแก่ผู้บริโภค และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขอื่นๆโดยให้คำนึงถึงลักษณะของธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งแต่ละประเภท วัฒนธรรม ประเพณี และสภาพสังคมในแต่ละท้องถิ่น

ใบอนุญาตจะโอนกันไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตหรือเป็นการตกทอดทางมรดก

คำสั่งไม่ออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ไม่อนุญาตให้ตั้งสาขาหรือไม่อนุญาตให้โอนกิจการ ผู้ขออนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

โทษฐานประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งตามโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือตั้งสาขาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละสองแสนบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่

บทเฉพาะกาล

ให้ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่มีพื้นที่รวมทุกสาขาเกินหนึ่งแสนตรางเมครอยู่ในวันก่อนกฎหมายมีผลบังคับจะได้รับใบอนุญาตได้อีกหนึ่งปี และจะต่อได้อีกรวมแล้วไม่เกินสามปี

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งที่มีพื้นที่รวมทุกสาขาเกินกว่าหนึ่งหมื่นตารางเมตรแต่ไม่เกินหนึ่งแสนตารางเมตรต้องให้ผู้อนุญาตออกใบอนุญาตให้โดยไม่ชักช้า ในระหว่างนั้นให้ประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งนั้นต่อไปได้

Tags: , , , , , , , , ,

Leave a Reply