ข่าวสยามธุรกิจ > เตือนผู้ส่งออกซื้อผลผลิตแปลง GAP เท่านั้น นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เนื่องจากที่ผ่านมาสหภาพยุโรป (EU) ได้แจ้งเตือนการตรวจพบ ปัญหาสารตกค้างในสินค้าพืชผักที่นำเข้าจากประเทศไทยอยู่ บ่อยครั้ง EU จึงได้ออกกฎระเบียบที่ 669/2009 กำหนดให้มีการเพิ่มระดับความเข้มงวดในการควบคุมสินค้าอาหารและอาหารสัตว์นำ เข้าบางประเภท ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2553 เป็นต้นไป โดยสินค้าถั่วฝักยาว ผักตระกูลกะหล่ำ และผักตระกูลมะเขือที่ส่งออกจาก ไทย จะถูกกัก ณ ด่านนำเข้าของ EU เพื่อสุ่มตรวจวิเคราะห์สารกลุ่ม ออแกโนฟอสเฟต ในระดับ 50% จากเดิมที่สุ่มตรวจเพียง 10%หากผู้ประกอบการของไทยไม่เร่งแก้ไขปัญหาสารตกค้างในสินค้าพืชผักทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว ในระยะยาวคาดว่าน่าจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าพืชผักไป EU เพราะสินค้าจะถูกกัก ณ ด่านนำเข้าจนกว่าจะได้รับผลการตรวจยืนยันจากห้องปฏิบัติการ (Lab) โดยด่านนำเข้าจะใช้ระยะเวลาตรวจสอบเอกสารประมาณ 2 วัน แล้วจึงส่งตัวอย่างสินค้าไปตรวจที่ ห้อง Lab ซึ่งค่าใช้จ่ายของการตรวจสอบจะเป็นภาระของผู้นำเข้า ทั้งยังต้องใช้แบบฟอร์มการนำเข้า ตามที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบด้วย ถ้าสินค้าไม่มีปัญหา EU จึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้
ผอ.มกอช.กล่าวอีกว่า ส่วนผักชนิดอื่นๆ ของไทยที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปนั้น ไม่ได้รับผลกระ ทบใดๆ ผู้ประกอบการยังสามารถ ส่งออกได้ตามปกติ คือ สินค้าจะถูกสุ่มตรวจเพียง 10% อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปจะทำการทบทวนมาตรการนี้ทุก 4 เดือน ขึ้นอยู่กับรายงานผลการสุ่มตรวจคุณภาพสินค้าผักทั้ง 3 ชนิดตามรายงานผลการตรวจ วิเคราะห์สารปราบศัตรูพืชตกค้าง โดยอาจจะมีการเพิ่มหรือ ลดความเข้มงวดของมาตรการได้
เบื้องต้นผู้ประกอบการไทยควรเข้มงวด และเพิ่มความ ระมัดระวังในการคัดเลือกผลผลิตจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน GAP โรงคัดบรรจุที่ได้รับ มาตรฐาน GMP แล้วเท่านั้น และไม่ควรรับซื้อสินค้าจากแหล่ง ผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน
http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413342509