ครม.ตีกลับกม.ลิขสิทธิ์ หวั่นตร.จับผู้ซื้อแทนผู้ผลิต มาร์ค กลัวเป็นเงื่อนไขปท.คู่ค้ากีดกันไทยยิ่งขึ้นครม.เกรงตร.จับคนซื้อแทนผู้ผลิต ตีกลับร่างกม.ลิขสิทธิ์ให้”พาณิชย์-กฤษฎีกา”ถกรายละเอียดอีกครั้ง “มาร์ค”กลัวเป็นเงื่อนไขประเทศคู่ค้ากีดกันการค้าไทยมากขึ้น ขณะที่รับหลักการกม.คุมม็อบ แต่ให้กฤษฎีกายกร่างใหม่หวั่นขัดรธน.คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตีกลับร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …ที่กำหนดความรับผิดชอบของผู้ซื้อและเจ้าของพื้นที่ที่ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่ให้ความเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ แต่ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากลับไปยกร่างใหม่ ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ….ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ว่า ครม.ให้กระทรวงพาณิชย์กลับไปดูทั้งกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายเครื่องหมายทางการค้า ส่วนของข้อกฎหมายให้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปดูในประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรฐานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ และการดำเนินการของประเทศต่างๆเพราะที่เสนอมา 2 ประเด็นเป็นการเอาผิดกับผู้ซื้อและผู้ให้ใช้พื้นที่ ซึ่งมีประเด็นทางข้อกฎหมายอยู่”จากข้อมูลที่เรามีหากเป็นในแง่ของข้อตกลงระหว่างประเทศ ภาคีของอนุสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ไม่ได้เอาผิดทางอาญากับผู้ซื้อ เป็นต้น และในแง่ของผู้ที่ให้พื้นที่ก็จะมีประเด็นในเรื่องของข้อโต้แย้งว่า มีเจตนาหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะต้องไปตีความกันอีกว่า รู้หรือควรรู้ว่าให้คนมาขายของแล้วคนที่เอาของมาขายเป็นของที่ละเมิดลิขสิทธิ์ และแม้กระทั่งผู้ซื้อ ที่ซื้อคอมพิวเตอร์แล้วมีซอฟต์แวร์ติดมาด้วยนั้นถูกหรือไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งต้องไปดูว่าในทางกฎหมายมีรายละเอียดและมีข้อปฏิบัติอย่างไร ที่สำคัญคือ การออกกฎหมายลักษณะนี้แทนที่เจ้าหน้าที่จะมุ่งไปจับผู้ขายกับผู้ผลิต ก็จะมาวิ่งไล่จับผู้ซื้อที่มีแต่โทษปรับอย่างเดียว จึงเกรงว่าจะเป็นการเปิดช่องและทำให้กำลังของเจ้าหน้าที่มาอยู่กับเรื่องปรับผู้ซื้อแทนที่จะไปจับรายใหญ่ๆ”นายอภิสิทธิ์กล่าว แหล่งข่าวกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวในที่ประชุมว่า หากออกกฎหมายแบบนี้เกรงว่าจะกลายเป็นเงื่อนไขให้ประเทศคู่ค้านำเรื่องนี้มาเป็นข้อกีดกันทางการค้ากับประเทศไทยมากขึ้นอีก จึงอยากให้นำไปพิจารณาดีๆ และขอให้รับข้อสังเกตเหล่านี้ไปพิจารณาแล้วนำกลับมาเสนออีกครั้งหนึ่งขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้ถูกตีตกแต่อย่างใด รัฐมนตรีหลายคนที่ร่วมประชุมเห็นชอบในหลักการ เพียงแต่ต้องการให้กำหนดรายละเอียดที่ชัดเจนมากกว่านี้กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อมูลทั้งหมดหารือกับอัยการสูงสุด คาดว่าจะสามารถนำเรื่องกลับมาเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง ภายใน 1 เดือนผู้สื่อข่าวถามว่า มีผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้มาวิ่งเต้นบ้างหรือเปล่า นายอลงกรณ์กล่าวว่า “ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับผมหรอก ถ้ามา ผมจะเล่นงานทันที”ส่วนร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุมสาธารณะ เพราะยังมีข้อพิจารณาว่า การให้ การขออนุญาต การชุมนุมและการตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาว่า จะอนุญาตหรือไม่นั้น จะขัดกับสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนจะชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า น่าจะมีกฎหมายเพื่อบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งคำว่าจัดการนั้นไม่ได้หมายความว่า จำกัดสิทธิ แต่เป็นการทำอย่างไรจะมีเครื่องมือ กฎกติกามาดูแลการชุมนุมสาธารณะ ไม่ไปกระทบสิทธิคนอื่นและนำไปสู่ปัญหาความรุนแรง โดยร่างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เสนอเข้ามานั้น เป็นร่างเดิมซึ่งเคยเสนอมาเมื่อปี2550 แล้วไม่ได้มีการปรับปรุงเลย จึงมีข้อสังเกตหลายหน่วยงาน รวมทั้ง ครม.ว่าควรไปดูกันใหม่ นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะแต่เห็นว่าตามร่างเดิมมีอยู่เพียง 12 มาตรา อาจไม่เพียงพอต่อการควบคุมการชุมนุม นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานราชการเห็นแย้งรายละเอียดต่อร่างกฎหมายฉบับนี้หลายจุด จึงมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณารายละเอียดก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งขณะที่พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี (ผบช.กมค.) และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน องผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ที่เข้าชี้แจง ครม. ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม. โดย พล.ต.ท.เจตน์กล่าวว่า ตำรวจไม่เคยมีกฎหมายที่ใช้จัดการกับการชุมนุมในที่สาธารณะมาก่อน ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างแรก หากนำออกมาใช้ได้จริงก็จะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ได้มากพล.ต.ต.อำนวยกล่าวว่า ตามขั้นตอนหลังจาก ครม.รับหลักการแล้วก็จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปปรับปรุงถ้อยคำและพิจารณาข้อรายละเอียดต่างๆ จากนั้นจะส่งกลับมาที่ ครม.อีกครั้ง เพื่อรับรองก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาต่อไป ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ลิดรอนสิทธิของประชาชนตามที่กล่าวหากัน เพราะในร่างเดิมมีการกำหนดไว้ว่าหากเจ้าหน้าที่ทำผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ พล.ต.ท.เจตน์ได้ดึงออกพร้อมเขียนใหม่ว่า หากเจ้าหน้าที่ทำผิดต้องรับโทษ”เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ การชุมนุมปิดล้อมทำเนียบหรือยึดสนามบินจะไม่สามารถทำได้อีก นอกจากนี้ยังกำหนดโทษสำหรับการพกพาอาวุธเข้าในสถานที่ชุมนุม โดยกำหนดให้มีโทษหนักกว่ากฎหมายตามปกติ 2 เท่า เช่นการพกปืนเข้าไปในที่ชุมนุมก็จะมีโทษเพิ่มจาก 5 เป็น 10 ปี พกระเบิด โทษจะเพิ่มจาก 20 เป็น 40 ปี” พล.ต.ต.อำนวยกล่าวส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. …. นายศุภชัยกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ให้ความเห็นชอบ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้ตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ หลักเกณฑ์ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หลักเกณฑ์ในการเก็บรักษาและแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคล ฯลฯ นอกจากนี้ยังกำหนดสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและความรับผิดชอบทางแพ่งในกรณีฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่สำคัญยังกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น นอกจากนี้ยังกำหนดโทษทั้งทางปกครองและอาญากับนิติบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย
ร่างแก้ไขเพิ่มเติมพรบ.เครื่องหมายการค้าใหม่ กำหนดโทษผู้ซื้อและผู้ให้เช่าพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอม
เนื่องจากได้มีโอกาสได้รับฟังการบรรยายร่างกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ เตรียมร่างเสนอก่อนขึ้นสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภา โดยผู้ที่มาให้ความรู้ คือท่านอาจารย์สัตยะพล สัจจเดชะ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต โดยท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะและเป็นนักกฎหมาย สายทรัพย์สินทางปัญญาโดยตรง ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อเอาผิดกับผู้ซื้อสินค้าที่ ปลอม(เครื่องหมายการค้าปลอม) และเอาผิดกับเจ้าของ ผู้ครอบครองอาคารที่ให้ขายหรือจำหน่ายสินค้าปลอม(ปลอมเครื่องหมายการค้าของ ผู้อื่น) หรือสินค้าเลียบแบบ(เลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น) เนื่องจากสินค้าปลอมหรือเลียนแบบเหล่านี้มีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายจน เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้จัด อันดับประเทศไทยในปี พ.ศ.2550 – 2552 นี้อยู่ในระดับที่เรียกว่า PWL (Priority Watch List) หรือ จับตามองเป็นพิเศษ คือ มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสูง จนเป็นผลให้สหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีของประเทศไทยในการส่งออกสินค้า ไทยไปยังสหรัฐ ด้วยเหตุนี้ทำให้เป็นแรงผลักดันให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทาง ปัญญา โดยเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมาย มีดังต่อไปนี้
1. ปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าปลอม หรือสินค้าเลียนแบบของสินค้าผู้อื่นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในย่านการค้าและ ศูนย์การค้าต่างๆ
2. ผู้บริโภคสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดโดยนิยมซื้อหรือใช้(ครอบครอง)สินค้า สินค้าปลอม จนเกิดเป็นค่านิยมที่ผิดและขาดจิตสำนึก
3. อัตราโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด จึงเห็นควรให้เพิ่มโทษให้เหมาะสมขึ้น
อย่างแรกขอให้ทำความเข้าใจก่อนว่าสินค้าปลอมกับสินค้าเลียนแบบของผู้อื่นคืออะไร
สินค้าปลอมสินค้าของผู้อื่น คือ สินค้าที่ทำให้เหมือนกับสินค้าของผู้อื่น
สินค้าเลียนแบบของผู้อื่น คือ สินค้าที่ทำให้คล้ายคลึงกับสินค้าของผู้อื่นโดยอาจทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้ผลิตสินค้านั้น
วันนี้จึงได้มีโอกาสนำร่างกฎหมาย แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าใหม่มาเผยแพร่เนื่องจากเป็น เรื่องที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมากแต่ยังไม่ได้รับการแพร่เผยให้ ทราบกันมากนัก และเพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์ของผู้ร่างและช่วยกันลดการใช้สินค้าปลอมหรือ เลียนแบบก่อนที่ร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้านี้จะประกาศใช้บังคับ
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า นี้มีการเพิ่ม 2 มาตรา คือ มาตรา 110/1 และมาตรา 110/2 ดังต่อไปนี้
ร่างกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้ซื้อสินค้าปลอม
มาตรา 110/1 บุคคลใดปราศจากเหตุอันสมควรซื้อสินค้าโดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่า สินค้านั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมตามมาตรา 108 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
ร่างกฎหมายเพื่อเอาผิดเจ้าของ ผู้ครอบครองอาคารหรือพื้นที่ใด หรือผู้นำพื้นที่ออกให้ผู้อื่นใช้
มาตรา 110/2 เจ้าของ ผู้ครอบครองอาคารหรือพื้นที่ใด หรือผู้นำพื้นที่ออกให้ผู้อื่นใช้โดยรู้อยู่แล้ว หรือมีเหตุอันสมควรรู้ถึงการกระทำของผู้ใช้อาคาร บริเวณอาคาร หรือพื้นที่เพื่อจำหน่าย เสนอจำหน่าย มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมปลอมตามมาตรา 108 หรือเลียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของผู้อื่นตามมาตรา 109 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กฎหมายเดิมหรือพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ.2534 บัญญัติโทษความผิดไว้สำหรับผู้ทำสินค้าปลอมตามมาตรา 108 , ผู้ทำสินค้าเลียนแบบสินค้าของผู้อื่นตามมาตรา 109 และผู้นำเข้าสินค้าปลอมหรือเลียนแบบเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 110 ไว้เท่านั้น ผู้ซื้อหรือผู้ครอบครองสินค้าปลอม หรือ ผู้ให้ใช้เพื่อที่เพื่อจำหน่ายสินค้าปลอมหรือสินค้าเลียนแบบสินค้าของผู้ อื่นตามกฎหมายเดิมไม่มีบทบัญญัติโทษไว้ หากจะไม่กล่าวถึงผู้ทำปลอมหรือเลียนแบบก็กระไรอยู่ จึงขอนำบทบัญญัติ 3 มาตราตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534(ฉบับเดิม) มาให้ดูเปรียบเทียบโทษของผู้ทำปลอมสินค้าผู้อื่น , ผู้ทำเลียนแบบสินค้าผู้อื่น และผู้นำเข้าสินค้าปลอมหรือเลียนแบบสินค้าของผู้อื่น
ผู้ทำปลอมสินค้าผู้อื่น
มาตรา 108 บุคคลใดปลอมเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ทำเลียนแบบสินค้าผู้อื่น
มาตรา 109 บุคคลใดเลียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้นำเข้าสินค้าปลอมหรือเลียนแบบสินค้าของผู้อื่นมาจำหน่าย
มาตรา 110 บุคคลใด
(1) นำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมปลอมตามมาตรา ๑๐๘ หรือที่เลียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่น ตามมาตรา 109 หรือ
(2) ให้บริการหรือเสนอให้บริการที่ใช้เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมปลอมตามมาตรา 108 หรือที่เลียนเครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นตามมาตรา 109 ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้นๆ
http://www.miracleconsultant.co.th/node/31174 Submitted by admin on 24 July, 2009 – 10:23.
Tags: กระจายรายได้, ฃื้อของร้านคนไทย, คุ้มครองผู้บริโภค, ชาติมั่นคง, ต้านการค้าไม่เป็นธรรม, สงวนอาชีพของคนไทย, ไม่ผูกขาด