สมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทย ทำหนังสือร้องกรรมาธิการพัฒนาการเมืองสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน ขอให้คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาเพื่อผลักดันให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางฝ่ายนิติบัญญัติ และ ทางฝ่ายรัฐบาล ให้ได้ร่วมกันดำเนินการตามที่ขอมานี้ก็จะแก้ไขปัญหาของชาติและแก้ไขวิกฤติการทำกินของคนไทย คณะกรรมาธิการจึงได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีดังเอกสารแนบมา อ.ไกรศักดิ์ ถึง นายก และรายละเอียดเนื้อหา
จากการที่ประเทศไทยได้เข้าเป็น สมาชิก WTO ได้มีนโยบายเร่งเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน ปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อหวังให้ไทยมีตลาดส่งออกสินค้าได้มากขึ้น และตามกรอบ WTO ไทยก็สามารถค่อยๆเปิด เสรีทีละภาค ตามความพร้อมของประชาชน แต่ประเทศไทยกลับเร่งเปิดเสรีทางการค้าอย่างรวดเร็วโดยไม่คนึงถึงความพร้อมในการแข่งขัน ผลทำให้การประกอบอาชีพของคนไทยได้รับผลกระทบเป็นอันมาก เช่นการ การเกษตร อุสาหกรรมบางประเภท และ ธุรกิจบริการ ซึ่งการค้าปลีก ทางกระทรวงพาณิชย์ ตีความว่าเป็นภาคบริการ
ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกจึงเป็นธุรกิจได้รับความสนใจลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเป็นเม็ดเงินมหาศาล จากนโยบายดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบทางธุรกิจกับผู้ประกอบอาชีพค้าปลีกรายย่อยของคนไทยที่ประกอบอาชีพนี้อยู่ก่อนแล้วเป็นอย่างมาก และขยายวงออกอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ จนปัจจุบันร้านค้าย่อยคนไทยดั่งเดิมต้องสูญหายไปจากธุรกิจการค้าปลีกดั่งเดิมกว่า 400,000 ครอบครัว ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากต่อสังคมไทย
ทีผ่านมาถึงรัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐธรรมนูญ 2550 ปัจจุบันจะมีบทบัญญัติในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งรัฐต้องจัดให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพได้อย่าเสรีและเป็ธรรมป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เคยมีกฎหมายควบคุมการค้าปลีก-ค้าส่ง ให้เกิดความเป็นธรรม และป้องกันการผูกขาดตัดตอน ตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ในหลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้แก้ปัญหา โดยใช้มาตรการทางกฎหมายใกล้เคียงมาใช้แทน เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร และ กฎหมายผังเมือง เป็นต้น ซึ่งก็ไม่สามารถ แก้ปัญหาได้ และซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังเป็นการจำกัดการขยายตัวของธุรกิจรายย่อยของไทยเสียเอง เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวนี้มีหลักการเพื่อให้ความคุ้มครอง ความปลอดภัย สุขภาพ อนามัย ของประชาชน ด้วยการควบคุมเกี่ยวกับความมั่นคงแข็งแรงแบบของการก่อสร้างอาคาร และจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในการใช้สอยที่ดิน ซึ่งวัตถุประสงค์ของกฎหมายจึงไม่ตรงกับปัญหาดังกล่าวนี้ ถึงแม้นว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภา 2550 โดยรัฐบาลสมัยนั้นให้ ชลอหรือยับยั้งขการขยายสาขาของห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ไว้ก่อนจนกว่าจะจะมีกฎหมายค้าปลีก-ค้าส่งใช้บังคับ ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐที่จะให้การคุ้มครองธุรกิจค้าปลีก รายย่อยและป้องกันการผูกขาดตัดตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา84 (5) แต่เหมือนหน่วยงานต่างๆ ภายใต้รัฐบาลกลับละเลยเสีย ไม่ให้ความสนใจปฏิบัติตาม นโยบายของรัฐ และ รัฐธรรมนูญในหมวดห้าที่กำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐไว้แต่อย่างใด โดยเฉพาะผู้รับผิดชอบตามกฎหมายดังกล่าวก็มุ่งที่จะรับผลประโยชน์ส่วนตัว สนับสนุนการขยายสาขาของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ โดยไม่สนใจความความเสียหายของประเทศชาติ
ทางสมาคมฯ เห็นว่าเพื่อให้การแก้ไขปัญหาจะมีผลได้จริงและทันต่อเหตุการณ์ ก็คือการขอให้รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วน และเคร่งครัดเป็นรูปธรรมในการ ชะลอ หรือ ยับยั้ง การขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ทุกชนิดทุกประเภทไว้ก่อนจนกว่าจะมีกฎหมายค้าปลีก-ค้าส่ง ใช้บังคับ และในระยะยาวรัฐต้องมีนโยบายทีขัดเจนในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อความมั่นคงของชาติและความสามารถพึ่งตนเองได้ของคนในชาติ ซึ่งจะเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน
ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่สะสมกันมานานดังต่อไปนี้คือ
1. เร่งดำเนินการเสนอกฎหมายค้าปลีก-ค้าส่ง โดยยึดหลักการตามแนวนโยบายแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ มาตรา83 และ มาตรา84(5) อย่างเคร่งครัด เช่นการจำกัดจำนวนสาขาของธุรกิจเพื่อมิให้ผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้ความเป็นธรรมต่อธุรกิจรายย่อยหรือให้โอกาสธุรกิจรายใหม่ได้มีโอกาสแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมและมีโอกาสเติบโตและพัฒนาตนเองได้
2. ให้ออกฤษฎีกาแก้ไขบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ2542 ให้ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคเป็นธุรกิจที่สงวนสำหรับคนไทย (ดังเช่นกฎหมายเก่าคือ ป.ว.281)
3. นำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ให้คำนิยามคำว่าบุคคลต่างด้าวให้หมายรวมถึงนิติบุคลซึ่งอำนาจการบริหารเป็นของคนต่างด้าวทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยและหามาตรการป้องกันตัวแทนที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ
4. ดำเนินการแก้ไข้พระราชบัญญัติทะเบียนการค้า ให้การขยายสาขาของนิติบุคคล(บริษัท,ห้างหุ้นส่วน) ต้องได้รับอนุญาตจากกรมทะเบียนการค้าก่อนจึงจะดำเนินการขยายสาขาได้ เพื่อให้รัฐสามารถที่ควบคุมธุรกิจที่จะก่อผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคงของชาติ (ผมยังไม่ได้ดูรายละเอียด พ.ร.บ.ทะเบียนการค้า ต้องศึกษาเพิ่อมเติมอีกหน่อย)
5. ดำเนินการแก้ไขประมวลรัษฎากร ในการคำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แยกคำนวนค่าใช้จ่ายและชำระภาษีในแต่ละสาขาโดยแยกจากกันเป็นอิสระ(ให้ถือเป็นหน่วยภาษีใหม่)ไม่นำค่าใช้จ่ายมารวมกันเพื่อลดการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้รัฐอย่างที่เป็นอยู่นี้ ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย
6. ดำเนินการแก้ไขเกณฑ์การมีอำนาจเหนือตลาด ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 โดยให้ลดเกณฑ์ของผู้มีอำนาจเหนือตลาด ให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพขึ้นโดยพิจารณาจากสภาพทางการค้า ประเภทการค้าและชนิดของสินค้าหรือบริการ ไม่ใช่ใช้ส่วนแบ่งการตลาดที่ตั้งไว้สูงจนทำให้เพราะเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ทำให้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่เคยมีผลงาน ในการให้ความคุ้มครองประชาชนได้ หรือป้องกันการเอาเปรียบทางการค้าได้หรือการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภคได้)
จากแนวทางที่กล่าวมานี้เป็นสิทธิ์รัฐบาลสามารถจะทำได้โดยเป็นไม่ขัดต่อข้อตกลงการค้าเสรีในกรอบใดๆ (WTO , FTA, AFTA) ทั้งสิ้น จึงขอให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเพื่อผลักดันให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางฝ่านนิติบัญญัติ และ ทางฝ่ายรัฐบาล ให้ได้ร่วมกันดำเนินการตามที่ขอมานี้ก็จะแก้ไขปัญหาของชาติได้ส่วนหนึ่ง
ขอแสดงความนับถือ
นายวิเชียร ตั้งธรรมสถิตย์
โทร. 081 803 2444