03ข้อบังคับสมาคม

ข้อบังคับ

สมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทย

—————————-

หมวดที่ ๑

ความทั่วไป

 

ข้อ ๑.      สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทย     ย่อว่า    ส.ค.ท.

เรียกเป็นภาษาอังกฤษ ว่า  Association for the Protection of Thai Occupation  ย่อว่า APTO

ข้อ ๒.    เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูปคนใส่งอบหน้ายิ้มและหัวใจหลายๆ ดวงมารวมกัน มีสีน้ำเงินขาวแดงหมายถึงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อยู่ในวงกลมมีคำว่าสมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทย

มีความหมายว่า คนไทยซึ่งรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จากหลายสาขาอาชีพร่วมใจประสานสามัคคีกัน ปกป้องการทำกินของคนไทยให้พึ่งตนเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความมั่นคงของครอบครัวและประเทศชาติ

 รูปของเครื่องหมายสมาคม

ข้อ ๓.     สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่

เลขที่ 339/4-5 หมู่ 9  ถนนนิคมลำตะคอง ตำบลหนองสาหร่าย  อำเภอปากช่อง  จังหวัดนครราชสีมา   3 0 1 3 0

 

 

ข้อ ๔.     วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ

๔.๑   คุ้มครองสิทธิการทำกินของคนไทยทุกสาขาอาชีพให้มีความมั่นคงสามารถพึ่งตนเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ ให้ความรู้ข้อมูลข่าวสาร วิชาการที่เป็นจริงให้สมาชิก เพื่อเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดในการทำกินของคนไทย

๔.๒  ส่งเสริมสิทธิการทำกินของคนไทยให้ทำกินได้อย่างเสรีและเป็นธรรม ตามกลไกตลาด ขยายโอกาสการทำกิน สร้างงาน กระจายรายได้ ไม่ให้เกิดการผูกขาดตัดตอนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันอันอาจจะทำให้คนไทยได้รับผลกระทบ ไม่มีอาชีพทำกินหรือต้องเลิกอาชีพไป  เพื่อความมั่นคงยั่งยืนในการทำกินของคนไทย

๔.๓   ปกป้องสิทธิผู้บริโภคและสิทธิของสมาชิกสมาคม ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค สุขภาพอนามัย ความปลอดภัย และกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าป้องกันการผูกขาด หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในทำนองเดียวกัน

๔.๔  ปกป้องสิทธิชุมชน คุณภาพชีวิต การดำรงชีพอย่างปกติสุข อนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพเกิดความสมดุลและยั่งยืน

๔.๕  ส่งเสริมสมาชิกและประชาชนทั่วไปในการรณรงค์ให้มีความรักชาติ และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ เพื่อการคุ้มครองการทำกินของคนไทย ปลูกจิตสำนึกชาตินิยม ซื้อสินค้าหรือบริการของคนไทยด้วยกันเอง เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สามารถพึ่งตนเองได้ของคนในชาติ

๔.๖  ส่งเสริมสมาชิกให้เป็นผู้เสียสละ ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และให้มีความรักสามัคคี มีความเข้าใจอันดีต่อกัน ร่วมมือกันในการทำกิจกรรม ทำการกุศลสาธารณะ หรือกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของสมาคม

๔.๗ เพื่อสนับสนุนงานวัฒนธรรม

๔.๘ ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

๔.๙  ไม่จัดตั้งโต๊ะบิลเลียด

ทั้งนี้ไม่ดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการพนัน การหาผลกำไรมาแบ่งปันกัน ตลอดจนไม่ทำให้เสียศีลธรรมจารีตประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ

 

 

 

 

 

 

หมวดที่ ๒

สมาชิก

 

ข้อ ๕.     สมาชิกของสมาคมมี ๒ ประเภท คือ

๕.๑  สมาชิกสามัญได้แก่  บุคคลธรรมดา  ที่มีความประสงค์และอุดมการณ์ที่จะร่วมทำกิจกรรมกับสมาคมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์

๕.๒ สมาชิกกิตติมศักดิ์  ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการะคุณแก่สมาคมซึ่งคณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม

 

ข้อ ๖.      สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

๖.๑  สัญชาติไทย

๖.๒  เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย

๖.๓  ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

๖.๔ ไม่เป็นผู้ต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ

 

ข้อ ๗.     ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม

๗.๑  สมาชิกสามัญ

ค่าสมาชิกรายปี ๆ  ละ          100.- บาท

ค่าสมาชิกตลอดชีพ           1,000.- บาท

๗.๒  สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น

 

ข้อ ๘.     การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคมต่อเลขานุการ  โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อย  ๑  คน  และให้เลขานุการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สำนักงานของสมาคม เป็นเวลาไม่น้อยกว่า  ๑๕  วัน เพื่อให้สมาชิกอื่น ๆ ของสมาคมจะได้คัดค้านการสมัครนั้น เมื่อครบกำหนดประกาศแล้ว  ก็ให้เลขานุการนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก (ถ้ามี)  เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติว่า จะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้วผลเป็นประการใด ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

 

ข้อ ๙.      ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน  นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ และสมาชิกภาพของผู้สมัคร  ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียน  และค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด  ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก

 

ข้อ ๑๐.   สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ได้มาถึงยังสมาคม

 

ข้อ ๑๑.  สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้

๑๑.๑       ตาย

๑๑.๒      ลาออก

๑๑.๓      ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๖

๑๑.๔      ที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกหรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจาก ทะเบียนเพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม

 

ข้อ ๑๒. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

๑๒.๑      มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ

๑๒.๒    มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

๑๒.๓     มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม

๑๒.๔     สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง  หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคมและมีสิทธิออกเสียงลงมติต่าง ๆ  ในที่ประชุมได้คนละ ๑ คะแนนเสียง

๑๒.๕     มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม

๑๒.๖     มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย  ๑  ใน  ๕   ของสมาชิกสามัญทั้งหมด หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้

๑๒.๗     มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด

๑๒.๘     มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม

๑๒.๙     มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคม

๑๒.๑๐ มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

๑๒.๑๑ มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

หมวดที่ ๓

การดำเนินกิจการสมาคม

 

ข้อ ๑๓  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคม มีจำนวนอย่างน้อย ๗ คน อย่างมากไม่เกิน ๑๕ คณะกรรมการนี้  ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคมโดยมีคุณสมบัติดังนี้

 ๑๓.๑      เป็นสมาชิกสมาคมที่มีความซื่อสัตย์สุจริตตามระเบียบของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

๑๓.๒     มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์

๑๓.๓     มีความประพฤติเรียบร้อยไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี

๑๓.๔     ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

๑๓.๕     ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย

๑๓.๖      ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

ข้อ ๑๔  ให้คณะกรรมการ ที่ได้เลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่   เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม  ๑ คน  และอุปนายก ๒ คน    สำหรับตำแหน่งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ   ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง  ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ของสมาคม  ตามที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้

๑๔.๑   นายกสมาคม ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม คณะกรรมการของสมาคมเป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ  และการประชุมใหญ่ของสมาคม

๑๔.๒     อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม ปฏิบัติตามหน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่   หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน

๑๔.๓      เลขานุการ ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมดเป็นหัวหน้า เจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคมและปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม

๑๔.๔      เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทำบัญชี  รายรับ รายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ

๑๔.๕     ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกของสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียม

สถานที่ของสมาคม และจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่าง ๆ ของสมาคม

๑๔.๖       นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคมประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก

๑๔.๗     ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิก  และบุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย

๑๔.๘     กรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ตามความเหมาะสม  ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้นโดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลางคณะกรรมการชุดแรก ให้ผู้เริ่มการจัดตั้งสมาคมเป็นผู้เลือกตั้ง ประกอบด้วยนายกสมาคมและกรรมการอื่น ๆ  ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับของสมาคม

 

ข้อ ๑๕.  คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ ๒ ปี   และเมื่อคณะกรรมการ  อยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ  ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน  จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ  และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ

 

ข้อ ๑๖.   ตำแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญที่มีคุณสมบัติตามข้อ ๑๓  คนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น

 

ข้อ ๑๗.  กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ

๑๗.๑      ตาย

๑๗.๒     ลาออก

๑๗.๓     ขาดจากสมาชิกภาพ

๑๗.๔     ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้พ้นจากตำแหน่ง

 

ข้อ ๑๘.  กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ

คณะกรรมการ และให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อคณะกรรมการมีมติให้ออก

 

ข้อ ๑๙.   อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

๑๙.๑       มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

๑๙.๒     มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม

๑๙.๓      มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

๑๙.๔      มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางนิติศาสตร์เป็นผู้ตรวจสอบคดีทำหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลทางกฎหมายในการดำเนินคดีก่อนที่สมาคมจะฟ้องคดีใดๆ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิผู้บริโภคหรือกฎหมายอื่นๆ ตามวัตถุประสงค์ของสมาคม

๑๙.๕      มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

๑๙.๖      มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม  เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ตลอดจนมีอำนาจอื่น ๆ  ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

๑๙.๗      มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม

 ๑๙.๘      มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ

 ๑๙.๙      มีหน้าที่เรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ

 ๑๙.๑๐    มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญจำนวน ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

๑๙.๑๑    จัดทำบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิกได้รับทราบ

๑๙.๑๒   มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

 

ข้อ ๒๐. คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อย เดือนละ ๑  ครั้ง    เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม

 

ข้อ ๒๑. การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๒๒. ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่ ๔

การประชุมใหญ่

 

ข้อ ๒๓.  การประชุมใหญ่ของสมาคมมี   ๒   ชนิด  คือ

๒๓.๑        ประชุมใหญ่สามัญ

๒๓.๒     ประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ ๒๔. คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ๆ ละ ๑ ครั้ง ภายในไม่เกินเดือนเมษายนของทุก ๆ ปี

 

ข้อ ๒๕. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกไม่น้อยกว่า  ๑  ใน  ๕  ของสมาชิกสามัญทั้งหมด  หรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐  คน  ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น

 

ข้อ ๒๖. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบและแจ้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมด้วย การแจ้งจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน  เวลา  และสถานที่ให้ชัด เจนโดยจะต้องแจ้งให้ได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน

 

ข้อ ๒๗. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้

๒๗.๑  แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี

๒๗.๒  แถลงบัญชีรายรับ  รายจ่าย  และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ

๒๗.๓  เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกำหนดวาระ

๒๗.๔  เลือกตั้งผู้สอบบัญชี

๒๗.๕  เรื่องอื่น ๆ  ถ้ามี

 

ข้อ ๒๘. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วม ประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกำหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการของสมาคม เรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง  โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน ๑๔ วัน  นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก  สำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้  ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด  ก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม  ยกเว้นถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก  ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่  ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

 

ข้อ ๒๙.  การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์  แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน  ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

 

ข้อ ๓๐.  ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคม และอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุม หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้  ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

หมวดที่ ๕

การเงินและทรัพย์สิน

 

ข้อ ๓๑. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคมถ้ามีให้นำฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ที่มั่นคงหรือธนาคารของรัฐ  สาขาในเขตจังหวัดที่มีกรรมการผู้รับผิดชอบเห็นว่าสะดวกต่อการดูแลให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคม

ข้อ ๓๒. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนลงนามร่วมกับเหรัญญิก หรือเลขานุการ พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้

 

ข้อ ๓๓. ให้นายกสมาคมมีอำนาจ สั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน ๒๐,๐๐๐.-บาท(สองหมื่นบาท) ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน๕๐๐,๐๐๐.-บาท (ห้าแสนบาท) ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

 

ข้อ ๓๔. ให้เหรัญญิก มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน ๕,๐๐๐.-บาท(ห้าพันบาท) ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้

 

ข้อ ๓๕. เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการการรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิกหรือผู้ทำการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

 

ข้อ ๓๖. ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

 

ข้อ ๓๗. ผู้สอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการ และสามารถจะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้

 

ข้อ ๓๘. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

หมวดที่ ๖

การฟ้องคดีคุ้มครองผู้บริโภคแทนสมาชิก

ข้อ ๓๙.  การดำเนินการเกี่ยวกับการฟ้องคดี สมาคมต้องกำหนดวิธีการดำเนินการของสมาคมดังต่อไปนี้

๓๙.๑ คณะกรรมการของสมาคมต้องแต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทาง นิติศาสตร์เป็นผู้ตรวจสอบคดีทำหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับผลทางกฎหมาย ในการดำเนินคดีก่อนที่สมาคมจะฟ้องคดีใด ๆ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค

๓๙.๒ ในกรณีสมาชิกของสมาคมขอให้สมาคมเรียกค่าเสียหายแทนตน สมาคมต้องช่วยสมาชิกของสมาคมในการจัดทำหนังสือมอบหมายให้เรียกค่าเสียหาย การเตรียมพยานหลักฐาน และการเตรียมคดีให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หนังสือมอบหมายดังกล่าวให้จัดให้มีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคน

๓๙.๓ เมื่อสมาคมได้ยื่นฟ้องคดีใดแล้ว ให้ส่งสำเนาคำฟ้องให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายในเจ็ดวัน นับแต่วันยื่นคำฟ้อง

๓๙.๔ ถ้าได้มีคำพิพากษาในคดีที่สมาคมได้ยื่นฟ้องแล้ว ให้ส่งสำเนาคำพิพากษานั้นให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบภายใน เจ็ดวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา

๓๙.๕ ถ้าสมาคมจะถอนฟ้องคดีใดต้องแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทราบ ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน

๓๙.๖ ในการฟ้องคดีสมาคมจะเรียกเงินหรือทรัพย์สินใดจากผู้บริโภคไม่ได้ เว้นแต่ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับการมอบหมายให้เรียกค่าเสียหายแทน สมาชิกของสมาคมซึ่งต้องชำระต่อศาล

๓๙.๗ สมาคมจะต้องปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมเกี่ยวกับการ ฟ้องคดี ในรายละเอียดของกรณีที่เพิ่มเติมจากกฎกระทรวงนี้ หรือในกรณีอื่นด้วยตามที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกำหนด

 

หมวดที่ ๗

การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

 

ข้อ ๔๐. ข้อบังคับสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

 

ข้อ ๔๑. การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม  ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย  มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด  และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

 

ข้อ ๔๒. เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ให้ตกเป็นของโรงพยาบาลของรัฐหรือองค์กรการกุศลทางการสาธารณสุข (ผู้รับต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคล  มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณประโยชน์)

 

หมวดที่ ๘

บทเฉพาะกาล

 

ข้อ ๔๓. ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

ข้อ ๔๔. เมื่อสมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมดเป็นสมาชิกสามัญ

(ลงชื่อ)…………………….………………….ผู้จัดทำข้อบังคับ

(นายวิเชียร ตั้งธรรมสถิตย์)

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>